วันอาทิตย์ 22 ตุลาคม 2560
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > สาระทั่วโลก > โรคติดเชื้อไวรัสเมอร์ส อาการ วิธีการแพร่ การป้องกัน ที่ควรรู้

โรคติดเชื้อไวรัสเมอร์ส อาการ วิธีการแพร่ การป้องกัน ที่ควรรู้

หมวดหมู่ : สาระทั่วโลก 19 มิถุนายน 2017 เปิดอ่าน 57 views ครั้ง

โรคติดเชื้อไวรัสเมอร์ส หรือ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2012 ชื่อเต็มภาษาอังกฤษว่า Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV)

สำหรับข่าวการระบาดของโรคร้ายที่มีอันตรายถึงชีวิต จากการติดเชื้อไวรัส เมอร์ส ที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ ทำให้เสียชีวิตไปแล้วจำนวน 2 คน

ต้นกำเนิดของไวรัสเมอร์ส :
ไวรัสชนิดนี้ต้นกำเนิดจากประเทศซาอุดิอาระเบียและยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ามีต้นกำเนิดจากคนหรือสัตว์หรือเชื้อใด แต่มีผลวิจัยระบุว่าอาจมีแพะเป็นพาหะนำเชื้อ และเป็นเชื้อไวรัสใกล้เคียงไวรัสในค้างคาวสายพันธุ์หนึ่ง ทั้งนี้วัสเมอร์สเป็นเชื้อไวรัสเดียวกับโรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome-SARS) ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2546

อาการของการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส :
ผู้ป่วยที่ยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่า โดยทั่วไปจะมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ค่อนข้างรุนแรงและเฉียบพลัน มีอาการไข้ ไอ หายใจหอบและหายใจลําบาก ซึ่งผู้ป่วยเกือบทุกราย จะมีภาวะปวดบวม นอกจากนี้ ในผู้ป่วยอีกจํานวนมาก จะมีอาการในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ท้องร่วง ร่วมด้วยผู้ป่วยบางรายมีภาวะไตวาย ซึ่งในจํานวนครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมดจะเสียชีวิต ส่วนในผู้ที่มีโรคประจําตัวซึ่งทําให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือลดน้อยลง การแสดงของโรคอาจมีความแตกต่างออกไป

ระยะฟักตัวของการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส :
โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ย ประมาณ 14 วัน

วิธีการแพร่การติดเชื้อไวรัสเมอร์ส :
ยังไม่มีข้อมูลที่ระบุได้ว่า คนติดเชื้อไวรัสนี้ได้อย่างไร ขณะนี้ยังคงดําเนินการสอบสวนโรค
เพื่อหาแหล่งที่มาของเชื้อไวรัส ลักษณะของการสัมผัสที่จะนําโรคที่จะนําไปสู่การติดเชื้อ ช่องทางการติดต่อของโรค ลักษณะอาการทางคลินิก และสาเหตุของการเกิดโรค

การรักษาการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส :
เป็นการรักษาแบบประคับประคอง ยังไม่มีวัคซีนและยารักษาที่จําเพาะ

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส :
– หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม หรือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน
– ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย หรือสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วย รวมทั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลังขับถ่าย
– ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่แออัด หรือที่ชุมชนสาธารณะที่มีคนอยู่เป็นจํานวนมาก เพื่อลดความเสี่ยงในการติดโรค
– แนะนําให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย ปิดปากปิดจมูกเวลาไอ หรือจาม
– ปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี ได้แก่ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก med.mod.go.th

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook