วันอาทิตย์ 24 มิถุนายน 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > สาระทั่วโลก > ไขข้อสงสัย กินไก่มากๆ ทำให้เป็น โรคเกาต์ ได้ จริงหรือไม่?

ไขข้อสงสัย กินไก่มากๆ ทำให้เป็น โรคเกาต์ ได้ จริงหรือไม่?

หมวดหมู่ : สาระทั่วโลก 13 มกราคม 2018 เปิดอ่าน 55 views ครั้ง

โรคเกาต์ เป็นโรคข้อที่เกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานจนตกตะกอน ทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ ซึ่งโรคนี้รักษาหายขาดได้ หากได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมและต่อเนื่อง

อาการของโรค  แบ่งเป็น 3 ระยะ

1. ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน มักเกิดที่ข้อหัวแม่เท้า หรือข้อเท้า ข้อปวดบวมแดงรุนแรงใน 24 ชั่วโมงแรก หากไม่รักษาสามารถหายได้เองใน 5-7 วัน และส่วนใหญ่จะเป็นซ้ำๆ

2. ระยะไม่มีอาการ หลังจากข้ออักเสบหาย ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ

3. ระยะเรื้อรัง หลังจากมีอาการซ้ำ 3-5 ปี ข้ออักเสบจะมีจำนวนมากขึ้น ลามมาที่ข้ออื่นๆ และเกิดก้อนจากผลึกของกรดยูริกขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ อาจแตกเห็นเป็นผงขาวนวลคล้ายชอล์ก

โรคเกาต์

ว่าด้วยเรื่องของกรดยูริก

กรดยูริก ส่วนใหญ่ร่างกายสร้างเอง มีเพียงส่วนน้อยไม่ถึงร้อยละ 20 ที่ได้รับจากอาหาร คนปกติค่าในเลือดจะอยู่ในระดับไม่เกิน 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในเพศชายและหญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ส่วนหญิงในวัยที่ยังมีประจำเดือนจะมีระดับไม่เกิน 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่าที่สูงเกินกว่าระดับดังกล่าวถือว่ามีภาวะกรดยูริกสูง

ภาวะกรดยูริกสูงนี้สัมพันธ์กับภาวะอ้วน พันธุกรรมในครอบครัว ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ และยาแอสไพริน รวมถึงโรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง อาหารที่มีกรดยูริกสูง และเหล้าเบียร์ ดังนั้น ควรลดน้ำหนักตัว งดเหล้า-เบียร์ และ ลดปริมาณอาหารที่มีกรดยูริกสูงลง

คนที่มีระดับกรดยูริกสูงจนทำให้เกิดโรคมีเพียงร้อยละ 10-20 เท่านั้น โดยเป็นโรคเกาต์ และ/หรือ เป็นนิ่วในไต กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการเท่านั้นที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา

อาหารที่ทำให้มีกรดยูริกสูง

ได้แก่ เหล้าและเบียร์ เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไต สมอง และอาหารทะเล นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า อาหารประเภทที่มีไขมันสูง อาทิ ขนมปัง ขนมเค้ก น้ำหวาน และน้ำผลไม้ที่มีรสหวาน อาจเพิ่มระดับกรดยูริกในเลือดได้ ส่วนสัตว์ปีก และ สัตว์เนื้อแดงที่มีปริมาณไขมันน้อย ไม่จำเป็นต้องงด ยกเว้นในผู้ป่วยรายที่มีประวัติว่ามีการกำเริบชัดเจนหลังรับประทานอาหารดังกล่าว สำหรับอาหารมังสวิรัติและผักส่วนใหญ่มีปริมาณกรดยูริกค่อนข้างน้อย สามารถรับประทานได้ตามปรกติ

ยาที่ใช้รักษา มี 2 กลุ่มใหญ่

1. ยาควบคุมอาการข้ออักเสบ เพื่อป้องกันการกำเริบของข้ออักเสบ ได้แก่ ยาโคลชิซีน และ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ควรให้ในระยะสั้นจนข้ออักเสบหายดี โดยแพทย์จะพิจารณาให้ในขนาดที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากอาจมีข้อห้ามในผู้ป่วยบางราย ยาในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะยาโคลชิซีน สามารถให้ในขนาดต่ำ เพื่อลดและควบคุมการกำเริบของข้ออักเสบในระยะยาว จนกว่าจะคุมระดับกรดยูริกในเลือดได้

2. ยาควบคุมระดับกรดยูริก ประกอบด้วย ยาลดการสร้างกรดยูริก ที่สำคัญได้แก่ ยาอัลโลพิวรินอล และยาเพิ่มการขับกรดยูริกทางไต ได้แก่ ยาโปรเบ็นนาซิด, ยาเบนโบรมาโรน และยาซัลฟินไพราโซน แพทย์จะเริ่มยากลุ่มนี้เมื่อข้ออักเสบหายดี และปรับขนาดยาจนคลุมระดับกรดยูริกในเลือดได้ในระดับ 5-6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยจะให้ยาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ การใช้ยาจึงควรใช้อย่างระมัดระวัง และเลือกใช้เฉพาะรายโดยแพทย์เฉพาะทาง เนื่องจากมีผลข้างเคียงและอาจมีผลกระทบต่อระดับยาบางชนิดได้

อย่างไรก็ตาม การรักษาตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะได้ผลการรักษาดีมาก หากเริ่มรักษาช้า ต้องอาศัยระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้ได้ผลดีและก้อนยุบลง ข้ออักเสบจะหายได้และก้อนตะปุ่มตะป่ำจะยุบราบเป็นปกติได้

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยมีดังนี้

– พบแพทย์แพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามผลการรักษา

– หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ได้แก่ การหยุดยาเอง/รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ดื่มเหล้าเบียร์ ในรายที่อาหารที่มีกรดยูริกสูงบางชนิดที่กระตุ้นการกำเริบของโรค ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว การนวด/บีบข้อ เป็นต้น

– รักษาโรคร่วมและดูแลสุขภาพ ที่สำคัญได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูง โรคหัวใจ นิ่วไต โรคอ้วน และควรงดสูบบุหรี่

– ไม่ห้ามอาหารใดๆ ยกเว้นในบางรายที่มีข้ออักเสบ เมื่อรับประทานอาหารบางชนิด แนะนำหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าวชั่วคราว แต่เมื่อคุมระดับกรดยูริกได้แล้ว จะรับประทานอาหารได้ทุกประเภท

คราวนี้ก็คงสบายใจได้แล้วเนอะ ว่าการทานไก่จะทำให้เป็นโรคเกาต์หรือเปล่า? แต่สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงคือ ควรทานอยู่ในปริมาณพอดี รวมถึงเลือกรับประทานอาหารที่ให้ประโยชน์กับร่างกายสูงสุด จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดนะจ๊ะ

 

ที่มา : ผศ.พญ.อัจฉรา  กุลวิสุทธิ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เปิดอ่าน 55 views ครั้ง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook