วันอังคาร 25 กันยายน 2561
ติดตามเว็บไซต์
หน้าแรก > ท่องเที่ยว > ของฝากที่น่าสนใจ จังหวัดน่าน

ของฝากที่น่าสนใจ จังหวัดน่าน

หมวดหมู่ : ท่องเที่ยว 12 มีนาคม 2018 เปิดอ่าน 98 views ครั้ง

มาเที่ยว จังหวัดน่าน แล้วถ้าอยากจะหาซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านไม่ต้องเสียเวลาไปที่อื่นเลยค่ะ  ศูนย์โอทอปน่านอยู่ใจกลางตัวเมืองเลยค่ะ ที่นี่มีของฝากคร ทุกอย่างที่ต้องการ มีทั้งขนม ของแห้ง เสื้อผ้า เครื่องเงิน ของที่ระลึก ฯลฯ เยอะแยะมากมายถูกใจขาช็อปเลยค่ะ  ของฝากที่ขึ้นชื่อของเมืองน่านที่อยากจะแนะนำ ก็คือ มะไฟจีนอบแห้ง สาหร่ายน้ำจืดแปรรูป ผ้าทอมือ ส้มสีทอง ข้าวหลาม และเครื่องเงิน ค่ะ

 

 

สาหร่ายน้ำจืด (ไก)

 “ไก” เป็นอาหารพื้นบ้านของชาวไทลื้อ มานาน นับร้อยปี เพราะเป็นวัตถุดิบที่เกิดขึ้นเองตามธรรม ชาติ พบได้เฉพาะในแม่น้ำน่าน เป็นสาหร่ายขนาดใหญ่ขึ้นอยู่บนก้อนหินที่พื้นท้องน้ำ มีลักษณะเป็นเส้นยาว สีเขียวสด ความยาวมากถึง 1-2 เมตร มักจะอยู่ในบริเวณที่เป็นหาดหิน ความลึกใต้ท้องน้ำลงไป 30-50 เซนติเมตร และจะพบบริเวณที่คุณภาพน้ำดี ใสสะอาด และมีน้ำไหลเอื่อยๆ โดยจะพบในช่วงฤดูหนาว ประมาณเดือนพฤศจิกายน ถึง พฤษภาคม จะมีมากที่สุดบริเวณ อำเภอท่าวังผา คนไทยลื้อในอดีต นำไกมาปรุงอาหาร คือ การทำห่อนึ่งไก ไกยี และคั่วไก เท่านั้น ซึ่งทั้งสองเมนูก็ยังได้รับการสืบทอดทำกันมาจนปัจจุบัน เพราะมีความเชื่อว่าไกเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ คนในอดีตมีความเชื่อว่าการบริโภคไกจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง และอายุยืน ต่อมาเมื่อมีการเข้าไปพัฒนาสาหร่ายไกออกจำหน่าย ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์แปรรูป โดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองบัว เช่น ไกแผ่น ข้าวตังหน้าไก น้ำพริกไก คุกกี้ไก ฯลฯ เป็นรายได้เสริมแก่ครอบครัว และอนุรักษ์อาหารพื้นบ้าน ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

 

เครื่องเงินชมพูภูคา  

จัดเป็นของฝากที่ขึ้นชื่อของ จ.น่าน โดยฝีมือชาวเขาเผ่าเมี่ยน(เย้า) และม้ง(แม้ว) ส่วนมากทำเป็นเครื่องประดับ เช่น กำไล สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ตุ้มหู แหวน ฯลฯ ซึ่งได้ริเริ่มทำเป็นอาชีพตั้งแต่ พ.ศ.2515 แต่เนื่องจากขาดความรู้และประสบการณ์ ในด้านการค้า จึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางมาโดยตลอด จากนั้น ในปี พ.ศ.2538 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านหัตถกรรมฝีมือ เครื่องประดับเงิน เย็บปักประดิษฐ์และสิ่งทอ ได้รวมตัวกันเพื่อดำเนินกิจกรรมในการผลิตและ การตลาดเกี่ยวกับงานด้านหัตถกรรมฝีมือ เครื่องประดับเงิน และงานเย็บปักประดิษฐ์ของชาวเขา ในนาม “ศูนย์เครื่องเงินชมพูภูคาและหัตถกรรมเมืองน่าน”ในปัจจุบัน “ศูนย์เครื่องเงินชมพูภูคาและหัตถกรรมเมืองน่าน” เป็นสถานที่ผลิต รับซื้อและรับฝากขายสินค้างานด้านหัตถกรรมฝีมือต่างๆ จากชาวเขาและชาวบ้านทั่วทั้งจังหวัดน่าน โดยมีสมาชิกหรือช่างฝีมือ ที่รับงานของศูนย์ฯ ไปประกอบการ 50 ครอบครัว (จำนวนช่างฯ 60 คน)เครื่องเงินชมพูภูคา เป็นภูมิปัญญาของชาวเขาชาวเผ่าม้ง ซึ่งเชี่ยวชาญงานเครื่องเงิน มาแต่ยุคโบราณ ลายเงินที่สลักลงลายมีความเป็นเฉพาะตัว ซึ่งเมื่อครั้ง สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือนเชียงใหม่และทอดพระเนตรเครื่องเงินได้ทรงสนพระทัยและเรียกให้ช่างเงินเข้าไปฝึกสอนช่างในศูนย์ศิลปาชีพในสวนจิตรลดา จนงานฝีมือได้รับการพัฒนาและสืบทอดมาจนถึงวันนี้

 

มะไฟจีน 

เป็นผลไม้ที่มีอยู่เฉพาะถิ่นในจังหวัดน่าน มะไฟจีนจัดเป็นพืชวงศ์เดียวกับส้ม มะนาว แต่เมื่อออกผลจะติดเป็นพวงคล้ายมะไฟ ลักษณะของมะไฟจีนนั้น เป็นพืชกึ่งเมือหนาว เป็นไม้ผลยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง 10 – 15 เมตร ลำต้นมีเปลือกสีน้ำ ตาลอมเทา ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกออกประมาณปลายเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ผลมะไฟจีนดิบสามารถรับประทานได้ นิยมนำไปทำแยมหรือทำเหล้าผลไม้ ผลอ่อน และรากสดนำไปหั่นตากแห้ง ใช้รักษาโรคหลอดลมอักเสบ ผลสุกใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร แก้หวัด ใบนำไปต้มแล้วนำมาใช้สระผม จะช่วยรักษาสีผมให้ดำสนิทมะไฟจีนจัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง มีคุณ สมบัติในการรักษาโรคกระเพาะ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้หลอดลมอักเสบ ช่วยเจริญอาหาร ใบนำมาใช้ในการกำจัดรังแค ผลนอกจากรับประทานสดแล้วยังสามารถนำมาแปรรูปได้เช่น ทำไวน์ น้ำมะไฟจีนพร้อมดื่ม แยมมะไฟจีน มะไฟจีนเชื่อมแห้งแต่สำ หรับคนน่านนิยมนำมาเชื่อม การเชื่อมนั้นเริ่มด้วยการนำมะไฟจีน มาล้างให้สะอาด แล้วบีบเอาเมล็ดออกด้วยมือ ตากแดด ทิ้งไว้จนผลแห้งหมาดๆ จากนั้น นำผลที่แห้งแล้ว มาคลุกกับน้ำเชื่อม หรือน้ำตาลทราย เสร็จแล้วนำไปตากแดดประมาณสี่ห้าแดด ก็จะแห้งได้ที่ จะบริโภคได้ ผลที่เชื่อมแล้ว จะมีสีน้ำตาลเข้ม การเลือกซื้อผลมะไฟจีนมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 แบบ คือแบบที่แห้งสนิท จะมีเกล็ดน้ำตาลติดอยู่กับผิวมะไฟจีน ผลไม่ติดกัน เวลาหยิบกิน ไม่เหนียวมือ และแบบไม่แห้งมากนัก บางคน ชอบกินแบบที่แห้งๆ บางคนชอบแบบออกเปียกเล็กน้อย รสชาติใกล้เคียงกัน แต่ไม่ควรเลือกผลที่ยังฉ่ำน้ำ และมีสีคล้ำออกดำ เพราะยังไม่แห้งดี รสจะเฝื่อน ปัจจุบันนี้มะไฟจีนเชื่อมแห้ง เป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อประจำจังหวัดน่าน ที่นักท่องเที่ยวนิยมเลือกซื้อเป็นของฝากติดมือกลับบ้าน

ข้าวหลาม

อีก 1 ของฝากที่อยากแนะนำ นั้นก็คือ ข้าวหลามเมืองน่านค่ะ  หากใครได้มีโอกาสได้ไป อ.ท่าวังผา จ.น่าน  แนะนำซื้อข้าวหลามติดมือมาเป็นของฝากนะคะ เพราะข้าวหลาม อำเภอนี้ ขี้นชื่อมากเรื่องความอร่อย ที่สำคัญแกะง่ายใช้แค่มือฉีกก็รับประทานได้เลยค่ะ   ซึ่งจะแตกต่างจากข้าวหลามหนองมนที่ต้องใช้ของแข็งทุบลำไม้ไผ่ให้แต่แตกก่อน   (อ.ท่าวังผา ห่างจากตัว อ.เมืองน่าน  41 กิโลเมตร โดยประมาณค่ะ)

ส้มสีทอง

เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดน่าน  หากจะพูดถึงส้มสีทองเมืองน่าน ต้องย้อนไปเมื่อ พ.ศ.2468 หมื่นระกำ จังหวัดน่านได้นำส้มจีนเข้ามาปลูกก่อนเป็นครั้งแรก แล้วจึงมีผู้นำส้มพันธุ์ต่างๆ มาปลูกที่เมืองน่านด้วย ต่อมาพ.ศ.2480 อ.คำรพ นุชนิยม อดีตศึกษาธิการจังหวัดน่าน ได้ริเริ่มการปลูกส้มเขียวหวานจากการกิ่งตอน แต่ผลส้มที่ปลูกแทนที่เปลือกจะมีสีเขียวเหมือนทั่วไปกลับกลายเป็นสีเหลืองทองสวยงามและมีรสชาติหวาน หอม อร่อยกว่าพันธุ์ดั้งเดิม คือ หวานอมเปรียวนิดๆ เนื่องจากได้รับอิทธิพลของอากาศ คือ อุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนที่ต่างกันถึง 8องศาเซลเซียส ทำให้สารคาร์ทีนอยพิกเมนต์ ในเปลือกส้มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองสวยงาม จึงได้ชื่อใหม่ว่าส้มสีทอง และได้กลายเป็นของดีควบคู่เมืองน่านนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ผ้าทอลายน้ำไหล

ผ้าทอที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทลื้อ จังหวัดน่าน เมืองเก่า ยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมโบราณของตนเองสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสันนิฐานว่าการออกแบบลายผ้าทอชาวไทลื้อ สืบเชื้อสายมาจากชาวไทลื้อในดินแดนสิบสองปันนา ประเทศจีน อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2379 โดยตั้งถิ่นฐานที่บ้านล้าหลวง อ.เชียงคำ จ.พะเยา และตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านหนองบัว บ้านต้นฮ่าง ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน และบ้านดอนมูล อ.ท่าวังผา จ.น่าน โดยการนำของเจ้าหลวงเมืองล้า ชาวไทลื้อ มีภาษาพูด และประเพณีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง และรักษาสืบทอดจนถึงปัจจุบันนี้ ประวัติดังกล่าวได้ปรากฎในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ซึ่งเป็นฝีมือช่างสกุลลื้อ ที่ได้วาดลวดลายของผ้าซิ่นของผู้หญิงในรูปเป็นลายผ้าซิ่นทั้งหมดด้วยผ้าทอลายน้ำไหลที่ดัดแปลงมาจากผ้าลายชาวลื้อ  สมัยแรกๆ นิยมใช้ไหมเงิน  และไหมคำด้านลายผ้าตรงส่วนที่เป็นหยักของ กระ แสน้ำ จากนั้นใช้ลายมุกรูปสัตว์แทรกเพื่อแสดงว่าผู้คิดลายน้ำไหล ไม่ได้ลอกแบบของชาวลื้อมาทั้งหมด ผ้าทอลายน้ำไหลไทลื้อเริ่มทอกันครั้งแรกที่บ้านหนองบัว อ.ท่าวังผา จ.น่าน เป็นศิลปะการทอผ้าด้วยมือ สาเหตุที่เรียกผ้าทอลายน้ำไหล เพราะลวดลายที่อออกมามีลักษณะเหมือนลายน้ำไหล จึงเรียกว่าผ้าลายน้ำไหล แต่ปัจจุบันได้คิดพลิกแพลงลวดลายต่างๆ เพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย และได้ขยายพื้นที่การทอผ้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ยังคงเรียกชื่อเดิมว่าผ้าลายน้ำไหล ผ้าทอลายน้ำไหลจังหวัดน่าน ปัจจุบันมีการทอลวดลายต่างๆ มากมาย  เช่น ลายน้ำไหล มีลักษณะเป็นคลื่นเหมือนขั้นบันไดมองดูเหมือนสายน้ำกำลังไหลเป็นทางยาว นับว่าเป็นลายต้นแบบ และดั้งเดิม จึงเรียกลายน้ำไหล

 

เปิดอ่าน 98 views ครั้ง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook